ก่อนที่จะเข้าเรื่อง ก็ขออธิบายคร่าวๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า Desktop Environment ก่อน Money mouth

"Desktop Environment" (ต่อไปนี้ขอเรียกย่อว่า DE) เป็นส่วนประกอบชนิดหนึ่งของระบบปฏิบัติการ ที่มีหน้าที่เป็น Interface สื่อสารกับผู้ใช้ ให้เราสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้ง่ายๆ โดยที่ไม่ต้องมานั่งพิมพ์คำสั่งเป็นบรรทัดๆ ในแต่ละระบบปฏิบัติการเช่น Windows, Mac ก็มี DE เป็นของตัวเอง แต่ Linux นี้จะพิเศษกว่าใครๆ ก็ตรงที่มี DE หลายๆ แบบให้เลือกใช้งานกันมากมายหลายแบบ
 
ตัวอย่างรายชื่อของ DE ที่คนนิยมใช้กัน
- KDE
 
* ที่จริงมีเยอะกว่านี้ครับ แต่คัดมาเฉพาะที่นิยมกันจริงๆ เท่านั้น Cool อยากรู้รายละเอียดก็คลิกชื่อเข้าไปดูได้เลย (ใน Wikipedia)

คราวนี้ก็มาเข้าเรื่องกันดีกว่า... "Cinnamon" (หรือจะเรียกว่าอบเชยก็ได้ แล้วแต่...) เป็น DE ตัวใหม่ที่พัฒนาแตกหน่อมาจาก GNOME Shell (GNOME 3.x) โดยมีจุดประสงค์คือช่วยให้ผู้ใช้งาน Linux รู้สึกคุ้นเคยกับหน้าตาแบบเดิมๆ ที่เคยใช้อยู่ หรือให้ผู้ที่เคยใช้ OS อื่นมาก่อนใช้งานได้ง่ายๆ โดยที่ไม่ต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มมากนัก ไม่เหมือนกับ DE อื่นอย่างเช่น GNOME Shell หรือ Unity ที่เหมือนจะถูกออกแบบมาเพื่ออุปกรณ์พกพาเสียมากกว่า จึงทำให้ใช้งานได้ไม่ค่อยถนัดบนคอมฯ ตั้งโต๊ะธรรมดา (แต่บางคนก็ไม่ซีเรียสตรงนี้ ยังใช้มันต่อไป)
 
นี่คือคลิปสาธิตการใช้งาน Cinnamon แบบคร่าวๆ...
 
 
ดูคลิปกันไปแล้วก็มาดูภาพหน้าจอต่อ ทางซ้ายนี้คือ Cinnamon มาเทียบกับ Windows XP Kiss
 
หรือจะปรับแต่งให้เหมือน GNOME 2.x (แบบดั้งเดิมที่มี 2 แถบ) หรือ Mac ก็ทำได้ครับ Embarassed (Dock ข้างล่างจอทำด้วยโปรแกรม Docky)
 
 
 
~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~
 
 
เชื่อว่าตอนนี้หลายคนคงอยากใช้ Cinnamon กันแล้ว ก็มาเริ่มขั้นตอนการติดตั้งเลยครับ ก่อนอื่นก็ต้องดูว่าเราใช้ Linux ค่ายไหนอยู่ ในแต่ละค่ายก็จะมีวิธีติดตั้งแตกต่างกันไปเล็กน้อย Money mouth

# Linux Mint 12

จะมีอยู่ใน Repository ของ Mint อยู่แล้ว แค่เปิด Software Manager แล้วพิมพ์ค้นหาว่า "cinnamon" หรือจะสั่งติดตั้งในโปรแกรม Terminal ก็ได้ ด้วยคำสั่งนี้

sudo apt-get install cinnamon

# Ubuntu 11.10
ต้องเพิ่ม PPA ตามนี้ก่อนถึงจะติดตั้งแบบใน Linux Mint ได้ (คลิกเพื่อดูวิธีติดตั้งผ่าน PPA ใน Entry ก่อนหน้านี้ ที่ข้อ 7)

ppa:merlwiz79/cinnamon-ppa

# Fedora 16
ทำตามขั้นตอนในเว็บบอร์ดนี้ของ Fedora http://forums.fedoraforum.org/showthread.php?t=274611
หรือติดตั้งแบบ RPM ที่ http://repos.fedorapeople.org/repos/leigh123linux/cinnamon/

# OpenSUSE 12.1
ดูได้ที่ http://en.opensuse.org/openSUSE:GNOME_Cinnamon

ที่มา >> http://cinnamon.linuxmint.com/?page_id=61


เมื่อติดตั้งเสร็จแล้วก็มาทำความรู้จักกันสักหน่อย...
 
 

เรื่องการใช้งานทั่วไปแทบจะไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เชื่อว่าถ้าคุณใช้ Windows เป็นก็คงจะใช้ Cinnamon เป็นได้เหมือนกัน เพราะมันคล้ายกันมาก เพียงแต่ Cinnamon จะมีสิ่งที่เรียกว่า "Overview" เป็นไอคอนรูป Infinity (ในรูปตัวอย่างไม่มีเพราะถูกซ่อนอยู่) เมื่อคลิกแล้วก็จะปรากฏหน้าต่างที่เราเปิดไว้ เรียงกันให้เราเห็นและเข้าถึงง่ายๆ เราสามารถเรียก Overview ด้วยวิธีอื่นได้อีก โดยการขยับเมาส์ให้ชนมุมจอซ้ายบนสุด หรือกดคีย์ลัด "Ctrl+Alt+ขึ้น (หรือลง)"

แถบข้างล่างของจอนี้เรียกว่า Panel เทียบกับ Windows แล้วก็คือ Taskbar นี่เอง จะขออธิบายไปสีละส่วนตามลำดับ เริ่มจาก...
 
 
 
1. Menu
 ไว้รวมชื่อโปรแกรมและคำสั่ง ตรงนี้จะมีแบ่งหมวดหมู่ของโปรแกรมอย่างชัดเจน ให้เราเข้าถึงได้ง่ายๆ หรือทำให้ง่ายได้อีกโดยการพิมพ์ค้นหา ทั้งยังสามารถเพิ่มโปรแกรมที่เราชอบใช้ให้ไปอยู่แถบ Favorites ทางซ้ายได้
...การเพิ่มไอคอนไปที่ Favorite ให้คลิกขวาที่ชื่อโปรแกรมที่ต้องการ แล้วเลือก Add to Favorite (ตัวเลือกอื่นๆ อย่าง to Panel หรือ to Desktop ก็เป็นการเพิ่มไปที่แห่งนั้น) น่าเสียดายอย่างเดียวที่คลิกลากย้ายลำดับของ Favorite ยังไม่ได้ ...หวังว่าพออัพเดทใหม่แล้ว ถึงตอนนั้นก็คงจะทำได้
 
2. Panel Icons
 เทียบกับ Windows ก็เหมือน Quick Launch ดีๆ นี่เอง... ใช้งานเหมือนกันเป๊ะ เพียงแต่ไม่มีการซ่อนไอคอนไว้ในลูกศรเล็กๆ ...การเพิ่มไอคอนก็ให้ทำแบบเดียวกับ Favorite ครับ แต่เลือก "Add to Panel" แทน แล้วก็เช่นเคย ใน Panel นี้ก็ลากย้ายลำดับไม่ได้เช่นกัน

3. Window List

โชว์ชื่อหน้าต่างที่เราเปิดไว้ เมื่อคลิกขวาจะมีตัวเลือก 3 ตัวนั่นคือ Close, (Un)Maximize, (Un)Minimize
 
 
 
4. Notification
รวบรวมไอคอนของโปรแกรมต่างๆ ที่ทำงานเบื้องหลัง

5. Panel Applet
ไว้โชว์ของที่เกี่ยวกับระบบได้แก่ ภาษาของคีย์บอร์ด ตัวปรับเสียง การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต นาฬิกา และอื่นๆ เมื่อคลิกแล้วก็จะแสดงตัวเลือกเพิ่มเติมขึ้นมา
 
6. Workspaces Swicther
 
พูดง่ายๆ คือเป็นหน้าจอ "เสมือน" ที่ช่วยให้เราแบ่งๆ กันเปิดโปรแกรมได้ โดยที่ไม่ไปกระจุกอยู่แค่หน้าจอเดียว Workspace นี้จะเพิ่มหน้าว่างๆ มาใหม่โดยอัตโนมัติเสมอ เมื่อเราเปิดโปรแกรมบนหน้าว่างๆ นั้น และเมื่อปิดโปรแกรมจนหน้าจอกลับมาว่างอีก Workspace นั้นก็จะถูกลบหายไปเอง
 
 
~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~
 

...ถ้าอยากปรับแต่ง Cinnamon ให้ลงตัวกับเรามากขึ้น นอกจากการย้ายไอคอนหรืออะไรต่างๆ แล้ว เราสามารถปรับแต่งธีม เอฟเฟค การจัดวางรูปแบบแถบ Panel และอื่นๆ ได้ผ่านทาง "Cinnamon Settings"
 
 
หมวด Panel - ไว้ตั้งค่าชื่อเมนู ตั้งค่าให้ซ่อนอัตโนมัติ และตั้งค่า Layout การจัดวางของแถบบาร์ มีให้เปลี่ยน 3 แบบ ได้แก่แถบเดี่ยวล่าง แถบเดี่ยวบน หรือแถบคู่
 
หมวด Calendar - ตั้งค่าปฏิทินและนาฬิกา (มีลิงค์เกี่ยวกับการใส่ Date Format ให้ดูด้วย http://www.foragoodstrftime.com/ )
 
หมวด Overview - ใช้ซ่อนหรือแสดงไอคอนมุมซ้ายบน และใช้เปิดหรือปิดการใช้งาน Hot Corner (คำสั่งแสดงหน้าต่างที่เราเปิดอยู่ทั้งหมดเป็นรูปเล็ก)
 
หมวด Themes - ใช้เปลี่ยนธีมของ Cinnamon เราสามารถเพิ่มธีมเองได้โดยใส่ไว้ใน ~/.themes (ซ่อนอยู่ใน Home Folder ของเรา กด Ctrl+H ก่อนจึงจะเห็น) หาโหลดธีมได้จากที่นี่ >> http://cinnamon-spices.linuxmint.com/themes
 
หมวด Effects - ปรับแต่งลูกเล่นของหน้าต่างโปรแกรมเรื่องการขยับเคลื่อนไหวต่างๆ เช่นหดเข้า หดออก เด้งดึ๋ง ฯลฯ (ที่เห็นนี้คือถูกปรับแต่งไปบ้างแล้ว)
 
หมวด Applets - เพิ่มหรือลดตัว Applet ที่อยู่ในแถบทางขวา
 
หมวด Extensions - เปิดหรือปิดการใช้งานส่วนเสริมของ Cinnamon ในกรณีที่มีติดตั้งไว้

ส่วนเรื่องการปรับแต่งไอคอน, ธีมของหน้าต่าง ให้ไปปรับที่ตัว Advanced Settings แทน วิธีปรับก็หาอ่านได้ที่ Entry ก่อนหน้านี้...
 
 
~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~


ท้ายนี้ก็ขอสรุปข้อดีข้อเสียโดยรวมของ Cinnamon เท่าที่เคยเจอมา
 
ข้อดี
- สวยงาม ใช้งานง่ายด้วยหน้าตาที่คล้ายกับ Windows
- เปลี่ยน Layout การจัดวางได้ 3 แบบ
- มีธีมให้เปลี่ยนอยู่พอสมควร และสามารถทำเองได้ง่ายกว่า DE อื่นๆ
- มีลูกเล่นเอฟเฟคในขณะใช้งาน ปรับแต่งได้

ข้อเสีย
- ยังคลิกลากย้ายลำดับของ Favorite กับ Panel ไม่ได้
- ไม่มีเมนูจัดเรียงหมวดหมู่โปรแกรมด้วยตนเอง
- Hot Corner อาจทำให้เรารำคาญได้ถ้าเมาส์เผลอไปโดนบ่อยๆ
- เวลาใช้ Skype หน้าต่างจะเด้งขึ้นมาเองเวลาข้อความเข้ามา รบกวนการใช้งานของเราเป็นอย่างมาก (แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการย้ายไป Workspace อื่น)
 
Entry หน้าจะขอแนะนำโปรแกรมเจ๋งๆ ที่ควรมีไว้บน Linux รออ่านกันได้เร็วๆ นี้นะครับ
ถึงแม้ Linux จะมีโปรแกรมต่างๆ นานามาให้เสร็จสรรพ หรือถูกตั้งค่าต่างๆ ให้ใช้งานได้ง่ายๆ มาแล้ว แต่ก็คงจะยังไม่เพียงพอสำหรับผู้ใช้อย่างเราๆ แน่นอน มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้พัฒนาไม่อาจทำให้ Linux ถูกใจใครทั้งหมดได้ 100% เท่าที่ทำได้ก็คือพยายามทำให้ผู้ใช้สะดวกที่สุดโดยที่ไม่ต้องปรับแต่งมากนัก
 
ใน Entry นี้ จึงขอหยิบยกจากประสบการณ์ของผม ตั้งแต่ตอนที่เริ่มใช้งาน มาแนะนำให้เป็นแนวทางสำหรับผู้ที่อยากจะใช้งาน Linux ว่าควรจะปรับแต่งอย่างไร ในที่นี้ผมใช้ Linux Mint 12 ประกอบการอธิบาย สำหรับคนที่ใช้ Linux อื่นๆ เช่น Ubuntu ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้เหมือนกันครับ Smile
 
*หมายเหตุ : ภาพประกอบที่เห็นใน Entry นี้ถ่ายมาตอนหลังจากปรับแต่งแล้ว จึงอาจเห็นบางอย่างที่ไม่เหมือนกับในหน้าจอของคุณผู้อ่านก็เป็นได้ แต่โดยรวมแล้วก็ยังใช้อธิบายได้ดีอยู่
 
 
~ ~ ~ ~ ~
 
 
1. เพิ่ม Repository ใน Software Source
Repository หรือเรียกย่อๆ ว่า Repo แปลตามตัวก็คือ "กรุ" ครับ ในที่นี้ก็หมายถึงแหล่งรวมฐานข้อมูลของตัวโปรแกรม รวมไปถึงไฟล์ระบบต่างๆ ที่เอามาลงใน Linux ได้โดยผ่านอินเตอร์เน็ต
 
เหตุที่ต้องเพิ่ม Repo ให้ เพราะตัว Repo ดั้งเดิมของ Linux Mint ใช้เซิฟเวอร์เป็นของตนเองในการอัพเดทสิ่งต่างๆ (ในขณะที่ Linux ตัวอื่นๆ ที่พัฒนามาจาก Ubuntu จะยังใช้เซิฟเวอร์ของ Ubuntu อยู่) ซึ่งในไทยนั้นยังไม่มีเซิฟเวอร์ของ Linux Mint จึงทำให้เวลาจะลบ เพิ่ม หรืออัพเดทโปรแกรมแต่ละที จะมีปัญหาการขาดการเชื่อมต่ออยู่บ่อยๆ ทำให้เกิดความลำบากต่อการปรับแต่งของเราอย่างมาก Frown
 
วิธีเพิ่มก็คือ ให้เข้าไปยังโปรแกรม Software Manager แล้วคลิกที่เมนู Edit > Software Source จะมีช่องใส่รหัสผ่านของเราขึ้นมา กรอกเสร็จก็จะขึ้นมาแบบนี้..
 
คลิกที่หน้า Other Sofwate แล้วคลิกที่ Add... ก็จะขึ้นช่องมาให้กรอก ให้ใส่ตามข้างล่างนี้แล้วกด Add source ทำทีละบรรทัดนะครับ
 
deb ftp://ftp.psu.ac.th/pub/ubuntu/ oneiric main multiverse restricted universe
deb ftp://ftp.psu.ac.th/pub/ubuntu/ oneiric-backports main multiverse restricted universe
deb ftp://ftp.psu.ac.th/pub/ubuntu/ oneiric-proposed main multiverse restricted universe
deb ftp://ftp.psu.ac.th/pub/ubuntu/ oneiric-security main multiverse restricted universe
deb ftp://ftp.psu.ac.th/pub/ubuntu/ oneiric-updates main multiverse restricted universe
 
พอใส่หมดแล้วก็ปิด Software Source ได้ แล้วรอ Software Manager โหลดตัวเองใหม่สักพัก จึงค่อยกดปิดไป Cool


2. ติดตั้ง Codec ของเพลง, วิดีโอ
ข้อนี้ไว้สำหรับผู้ที่ติดตั้งแบบ CD นะครับ ใครที่ใช้แบบ DVD ให้ข้ามไปข้อ 4 ได้เลย Smile
 
ที่ต้องทำเพราะว่าตัว Codec ไม่ได้แถมมาด้วยในตอนที่กำลังติดตั้ง Linux เมื่อไม่มี Codec ก็จะทำให้เราเปิดเพลงหรือวิดีโอได้แค่ไม่กี่ชนิด ไม่ครบทุกตัว วิธีติดตั้งก็คือให้เลือก Add Multimedia Codecs ในหน้าจอ Welcome to Linux Mint (ใครปิดไปแล้วก็ให้เปิดขึ้นมาใหม่ ที่ชื่อโปรแกรม Welcome Screen)
 
ให้ดำเนินการตามที่ระบบบอกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเสร็จ

 
3. อัพเกรดเป็น DVD Edition
ต่อจากข้อที่แล้ว พอติดตั้ง Codec เสร็จก็มาติดตั้งต่อเลยในส่วนของโปรแกรมเสริม
 
ในตัวติดตั้งแบบ CD โปรแกรมจะถูกเอาออกไปบางส่วน เพื่อให้มีเนื่อที่พอสำหรับทำตัวติดตั้งได้ จึงทำให้มันไม่ครบเครื่องเท่าแบบ DVD เราสามารถติดตั้งเพิ่มได้โดยทำแบบเดียวกันกับข้อที่แล้ว แต่ให้เลือกที่ Upgrade to the DVD Edition แทน
 
 
 
4. ลบ/เพิ่มโปรแกรม ด้วย Software Manager หรือ Synaptic Package Manager
สองตัวนี้มีหน้าที่เหมือนๆ กัน จะต่างก็แค่วิธีใช้งานเท่านั้นเองครับ โดยที่ "Software Manager" จะเหมาะกับมือใหม่มากกว่า เพราะสามารถค้นหาจากในรายการได้เลย มีแบ่งหมวดหมู่ไว้เรียบร้อย แถมยังมีรายละเอียดให้อ่านด้วย Embarassed
 
ข้อเสียก็มีอยู่บ้าง ตรงที่ต้องมาใส่รหัสทุกครั้งที่เราลงหรือลบโปรแกรม อาจทำให้รู้สึกรำคาญได้ แต่ก็คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร คงหยวนๆ กันได้ Foot in mouth
 
ส่วนตัวนี้ "Synaptic Package Manager" จะเหมาะสำหรับคนที่ใช้ Linux เป็นแล้วในระดับหนึ่ง ตัวนี้จะไม่เหมือนตัวแรกก็ตรงที่มีแต่รายชื่อโปรแกรม กับคำอธิบายเฉยๆ เป็นตัวหนังสือล้วนๆ ไม่มีภาพให้เห็น หน้าตาโปรแกรมก็ดูไม่ค่อยเป็นมิตรสำหรับมือใหม่ แต่ก็มีดีตรงที่ทำอะไรๆ ได้ หลายอย่างกว่า โดยที่เด็ดสุดก็คือ การบันทึกรายการที่เราติ้กไว้ จะติ้กเพื่อลง เพื่อลบ หรือเพื่ออัพเกรด จะถูกเก็บไว้เป็นไฟล์ที่นำมาเปิดภายหลังได้อีก ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาติ้กรายการเองทีละช่องๆ เรื่องรายละเอียดของ Synaptic Package Manager นี้ไว้มีโอกาสแล้วผมจะมาลงลึกอีกทีครับ Kiss


5. ติดตั้ง Font และปรับขนาดตัวอักษรของหน้าจอ
ถ้าคุณใช้จอเล็กหรือใช้โน้ตบุค, เน็ตบุค ปัญหานี้คงไม่ใช่น้อยๆ เลยใช่มั้ยครับ ตัวอักษรใหญ่เกินจนดูเทอะทะ ไม่สบายตา ผมมีวิธีแก้ รวมไปถึงปัญหา Font น้อยเกินแล้วไปกระทบกับงานเอกสาร แสดงผลเพี้ยนๆ ก็มีวิธีแก้เหมือนกันโดยการเพิ่ม Font
 
ให้ติดตั้งโปรแกรม Font Manager ก่อน เปิดขึ้นมาแล้วจะได้ตามรูปนี้
 
คลิกที่ปุ่ม Manage Fonts เลือก Install Fonts จากนั้นก็เลือกที่ๆ เราเก็บ Font ที่จะติดตั้งไว้ (เอามาจากของ Windows ก็ได้) เลือก Font ที่ต้องการให้ครบแล้วคลิก OK จากนั้นก็ให้รอมันโหลดตัวเองใหม่สักพัก Font ที่เราติดตั้งไปก็จะมีขึ้นมาในรายชื่อแล้ว
 
สำหรับการปรับขนาดตัวอักษรของหน้าจอ ให้เปิดตัว Advanced Settings ขึ้นมา ในหมวด Fonts จะมีให้ปรับอยู่หลายจุด ก็ปรับตามที่ต้องการเลยครับ


6. ติดตั้งโปรแกรมที่เป็นไฟล์แพคเกจ .deb
deb (ย่อมาจาก Debian Package) ถ้าเทียบกับ Windows แล้วก็คงคล้ายกับไฟล์ติดตั้งแบบ .exe เป็นระบบแพคเกจที่พัฒนาโดยทีม Debian (ซื่งมี Linux ในชื่อเดียวกันนี้เป็นของตนเอง) ข้อดีของไฟล์แบบ .deb นี่คือติดตั้งง่ายมากๆ แค่ไม่กี่คลิกพร้อมกับการกรอกรหัสของเราหน่อยเดียว มันก็จะจัดการลงให้เราเองเลย ไม่ต้องมานั่ง compile โปรแกรมเองให้ปวดหัวแบบที่ชาว Linux สมัยแรกๆ เค้าทำกัน Cry
 
ใน Linux Mint จะใช้โปรแกรม Gdebi เป็นตัวคอยจัดการไฟล์ .deb ส่วน Ubuntu จะใช้ Ubuntu Software Center จัดการไฟล์ให้


7. ติดตั้งโปรแกรมผ่าน PPA โดยใช้ Terminal
อีกวิธีหนึ่งในการติดตั้งที่ฝรั่งเค้านิยมทำกันนั่นคือ ติดตั้งผ่าน PPA (Personal Package Archives) เป็นแหล่ง Software จากผู้พัฒนาภายนอก ที่ไม่ใช่กลุ่มนักพัฒนาของ Ubuntu หรือ Linux Mint โดยตรง
 
เมื่อเราเพิ่ม PPA ลงไปแล้ว จะสามารถติดตั้งโปรแกรมที่ปกแล้วไม่ได้มีอยู่ในรายการ หรือมีอยู่แล้วแต่เป็นคนละรุ่นกัน ในตัวอย่างนี้เป็นการลงโปรแกรม MyPaint โดยผ่าน PPA ซึ่งเป็นตัวที่ใหม่กว่าในรายการเดิมที่มีอยู่แล้ว
 
เปิด Terminal แล้วใส่คำสั่งลงไปตามนี้ ทีละบรรทัด
 
sudo add-apt-repository ppa:achadwick/mypaint-testing
sudo apt-get update
sudo apt-get install mypaint 
 
* ตอนที่มันขึ้นว่าให้ใส่รหัส แล้วเราใส่ลงไปแต่ไม่ขึ้นตัวอะไรให้เห็น ไม่ต้องตกใจไปครับมันเป็นเรื่องปกติสำหรับ Terminal เค้าตั้งใจทำให้เป็นแบบนี้อยู่แล้วเพื่อความปลอดภัย เราก็ค่อยๆ ใส่ลงไปอย่าให้ผิด ถ้าผิดแล้วจะกดแก้ไม่ได้ ต้องใส่ใหม่ในครั้งต่อไป

อธิบายให้เข้าใจนิดนึงในแต่ละบรรทัด บรรทัดแรกจะเป็นการสั่งให้เพิ่ม PPA ของโปรแกรมที่เราอยากติดตั้งลงไป บรรทัดที่สองสั่งให้ระบบอัพเดทรายการให้ใหม่ แล้วบรรทัดที่สามก็คือติดตั้งโปรแกรมตามชื่อนั้นๆ

พอใส่ครบทั้ง 3 บรรทัด รอจนเสร็จหมด ก็ปิด Terminal แล้วลองเปิดโปรแกรมที่เพิ่งติดตั้งดูได้
 
Mypaint โปรแกรมวาดรูปที่ดูแล้วคล้าย SAI มากๆ มีจุดเด่นที่ไม่จำกัดขนาดของพื้นที่วาด จะวาดให้ใหญ่เท่าไหร่ก็ได้เท่าที่เครื่องรับไหว พร้อมทั้งหัวแปรงที่มีให้เลือกหลายแบบมาก ให้เราได้เลือกใช้กัน Cool
 
 
8. ทำ Partition ให้ Automount ทุกครั้งที่เปิดเครื่อง
โดยปกติแล้ว Linux จะเปิดใช้งาน Partition แค่ 2 ส่วนเท่านั้น คือส่วนที่ติดตั้ง Linux ลงไป กับส่วนที่เป็น Swap (Partition ที่ไว้ใช้เป็นหน่วยความจำเสมือน) ส่วนอื่นๆ จะยังไม่ถูกใช้งานจนกว่าเราจะไปทำการ Mount ก่อนถึงจะได้ใช้ แล้วการ Mount ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร แค่เลือกเปิด Partition ที่เราต้องการตามรูปนี้ มันก็จะ Mount ให้เลย
 
 
แต่ที่เป็นปัญหาจริงๆ ก็คือ... อย่างเช่นเวลาเราเปิดเครื่องใหม่ๆ นี่ แล้วก่อนหน้านี้เราโหลดบิทค้างไว้ พอเปิดขึ้นมาครั้งนี้ตัวโหลดบิทมันหาไฟล์ไม่เจอ เพราะยังไม่ได้ Mount ที่ Partition นั้นเลย ทีนี้ก็โหลดต่อให้ไม่ได้ Foot in mouth ดังนั้นการทำให้ Automount ก็จะช่วยแก้ปัญหาในทำนองนี้ได้ ก่อนอื่นเราต้องรู้ลำดับ Partition นั้นๆ เสียก่อน

เปิดโปรแกรม GParted ขึ้นมา แล้วให้สังเกตตามในรูปนี้
 
ให้ดูว่า Partition ที่เราต้องการ อยู่ลำดับที่เท่าไหร่ จากตัวอย่างนี้ ชื่อ Storage อยู่ลำดับที่ sda5 ก็ให้จำไว้ก่อน จากนั้นกด Alt+F2 แล้วใส่คำสั่งลงไปดังนี้

gksu gedit /etc/fstab

กด Enter แล้วกรอกรหัสผ่านลงไป จะมีไฟล์ข้อความถูกเปิดขึ้นมา ดังรูป
 
เอาบรรทัดนี้ใส่ต่อท้ายเพิ่มลงไปข้างล่าง

/dev/sdaX /media/name ntfs-3g defaults,locale=en_US.UTF-8 0 0

โดยแทนที่ sdaX เดิม ให้เป็นตัวที่คุณจำมาเมื่อครู่นี้ จากตัวอย่างคือ sda5 แต่ถ้า Partition นั้นเป็นระบบ fat32 ก็เปลี่ยนในบรรทัดจาก ntfs-3g เป็น vfat แทนนะครับ พอเพิ่มเสร็จแล้วก็เซฟไว้ ทีนี้ก็เรียบร้อยแล้ว ทดสอบได้โดยการ Restart เครื่อง จะเห็นได้ว่าถูก Mount ไปแล้วจริงๆ

ทั้งนี้ เมื่อทำ Automount ไปแล้ว จะมีข้อจำกัดเพิ่มขึ้นมานั่นคือ จะลบไฟล์ใน Partition นั้นโดยโยนไปที่ Trash ไม่ได้ ลบถาวรได้อย่างเดียว อีกข้อคือเราจะ Unmount มันไม่ได้ด้วย จนกว่าเราจะไปแก้ไขในไฟล์ fstab นั้นให้กลับมาเหมือนเดิมอีก


9. ตั้งค่าการสลับภาษาให้ใช้ปุ่ม Grave (~) ได้
หลายคนที่เคยใช้ Windows มาก่อน อาจชินกับปุ่ม Grave Accent (~) หรือที่เรียกว่าตัวหนอน ใช้สลับภาษาได้คล่องนัก พอเปลี่ยนมาใช้ Linux แล้ว ครั้นจะต้องมาสลับด้วยปุ่ม Alt+Shift มันก็ไม่คล่องมือซะเลย อยากจะเปลี่ยนมาใช้ตัวหนอนก็ไม่มีให้เปลี่ยนอีก ไม่รู้จะทำตรงไหนยังไงดี Frown

โชคดีที่มีคนเห็นความสำคัญตรงนี้ เค้าก็เลยคิดโปรแกรมตัวนึงขึ้นมา ไว้ให้เราๆ ใช้ตัวหนอนสลับภาษาได้ มันมีชื่อว่า "Grave Key" ครับ Money mouth

โหลดได้จากที่นี่เลย >> http://www.playoss.com:81/downloads/pe/others/gravekey/

โหลดมาแล้วจะเป็นไฟล์ .deb ก็จัดการลง Cool
 
ลงเสร็จก็มาตั้งค่าให้คีย์บอร์ด โดยเปิดตัว System Settings ขึ้นมา แล้วเลือก Keyboard Layout เลือกที่หมวด Layouts คลิกที่ Options...
 
คลิกหัวข้อ Layout Switching จะมีช่องกาให้เลือกมากมาย ให้ติ้กออกที่ Alt+Shift change layout แล้วเลือกติ๊กที่ Grave switches layout แทน เท่านี้ก็ใช้ตัวหนอนสลับภาษาได้แล้วครับ


10. เพิ่ม "Cinnamon" เพื่อใช้แทน GNOME Shell
สำหรับใครที่ไม่ชอบ Desktop Environment (GUI ของ Linux) ในแบบ GNOME Shell เนื่องด้วยเหตุผลใดๆ ก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นเพราะดูเข้าใจยาก ใช้ยาก ไม่สวย ลูกเล่นเกินไป หรืออะไรก็แล้วแต่ ขอแนะนำ DE ตัวนี้เลยครับ...
 
 
"Cinnamon" เป็น DE ที่พัฒนาแตกหน่อมาจาก GNOME Shell โดยที่พยายามทำให้การจัดวางและหน้าตาดูคล้าย Windows ผู้ใช้จะได้ใช้งานได้ง่ายๆ ไม่ต้องทำความเข้าใจอะไรมากนัก

วิธีเพิ่ม ให้ทำผ่าน PPA ตามนี้ครับ เปิด Terminal แล้วทำเหมือนกับหัวข้อที่ 7 ที่เคยทำมา แต่ให้ใส่ตามนี้แทน
 
sudo add-apt-repository ppa:merlwiz79/cinnamon-ppa
sudo apt-get update
sudo apt-get install cinnamon

เสร็จแล้วก็ Log Out ออก ก่อนจะเข้าใหม่ให้คลิกที่รูปฟันเฟือง แล้วเลือก Cinnamon เราก็จะเห็นได้ว่าตอนนี้หน้าจอดูคล้าย Windows แล้ว Undecided
 


 
 
11. ตกแต่งภาพหน้าจอ, ธีม, ไอคอน
 

การเปลี่ยนภาพหน้าจอ ทำได้ง่ายๆ โดยคลิกขวาบนที่ว่าง เลือก "Change Desktop Background" จะมีภาพอื่นให้เลือกหน่อยนึง ถ้าอยากเพิ่มของตนเองเข้าไปก็คลิกปุ่มบวก แล้วเลือกภาพที่ต้องการ หน้าจอก็จะเปลี่ยนเป็นรูปของเราทันที
 
ส่วนการแต่งธีมกับไอคอน ให้ไปแต่งใน Advanced Setting ในส่วนของ Theme
*หมายเหตุ : ในนี้จะมีอยู่สองตัวที่เปลี่ยนไม่ได้เมื่อมาใช้ Cinnamon นั่นก็คือ Window theme (กรอบชื่อด้านบนของหน้าต่าง) กับ Shell theme (หน้าตาของ GNOME Shell ซึ่ง Cinnamon ไม่ได้ใช้)
 
 
12. ปิดตัวเลือกการล็อคหน้าจออัตโนมัติ
คุณอาจจะรู้สึกรำคาญ เมื่อคุณออกไปทำธุระข้างนอกพอกลับมาก็เห็นว่าหน้าจอถูกล็อก ต้องกรอกรหัสผ่านเพื่อปลดล็อกอยู่ทุกครั้ง หรือบางทีเราก็ต้องใช้เครื่องร่วมกับคนอื่น พอเค้าเห็นว่าหน้าจอเราล็อกไว้ก็ไม่รู้จะปลดยังไง ปัญหาอื่นๆ อาจจะตามมาหลังจากนั้นก็เป็นได้ Tongue out
 
วิธีทำให้หน้าจอไม่ล็อก ให้เปิด System Settings แล้วเข้าไปที่ Screen จะเห็นตัวเลือก Lock เป็น ON อยู่ก็ให้สับไปเป็น OFF เสีย หน้าจอของเราต่อจากนี้ไปก็จะไม่ถูกล็อกอีก Cool
 
 
~ ~ ~ ~ ~
 
 
หวังว่าการปรับแต่งต่างๆ ที่เสนอมานี้ จะช่วยให้คุณใช้ Linux ได้อย่างคล่องตัวยิ่งขึ้นนะครับ จริงๆ แล้วไม่จำเป็นว่าจะต้องทำหมดทุกข้อก็ได้ เลือกทำเฉพาะข้อที่จำเป็นก็พอ (แต่สำหรับ จขบ. มันจำเป็นหมดทั้ง 12 เลย บางทีอาจต้องทำมากกว่านั้นด้วยซ้ำ...) 
 
แล้วค่อยเจอกันใหม่ใน Entry หน้านะครับ Embarassed

Witt the Linerian View my profile